เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 4 เมษายน 2568 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการประชุมครั้งแรกในคดีพิเศษที่ 32/2568 โดยมีการประชุมร่วมกับทีมพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อกำหนดแนวทางการสืบสวนสอบสวนคดีกรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มจนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงผู้สูญหายที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน
พ.ต.อ.ทวี กล่าวหลังการประชุมว่า เหตุการณ์อาคารถล่มถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่มีผู้เสียชีวิต 15 ราย และผู้บาดเจ็บ 103 ราย ซึ่งการสอบสวนต้องรวบรวมพยานหลักฐานจากทั้งพยานบุคคล เอกสาร และวัตถุ รวมถึงตรวจสอบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายใดๆ หรือไม่ โดยพนักงานสอบสวนจะต้องตรวจสอบพยานหลักฐานทุกประเภท รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างซึ่งอาจเป็นหลักฐานสำคัญในคดีนี้
นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี ได้เน้นย้ำถึงการตรวจสอบในเรื่องของการถือหุ้นในกิจการร่วมค้าของบริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะในกรณีของบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีการร่วมค้ากับหลายบริษัทในโครงการก่อสร้างสำนักงาน สตง. โดยตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการถือหุ้นโดยอำพราง (นอมินี) และการกระทำความผิดในเรื่องฮั้วประมูล รวมถึงการตรวจสอบว่า 11 บริษัทร่วมค้าเหล่านั้นได้รับโครงการจากภาครัฐอย่างไร

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวเพิ่มเติมว่า คดีนี้ยังมีการตรวจสอบในประเด็นการถือหุ้นในบริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะการที่บุคคลไทยถือหุ้นในบริษัทที่ร่วมกับบริษัทต่างชาติ ซึ่งจะต้องตรวจสอบว่าเป็นการถือหุ้นจริงหรือมีการอำพรางเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายไทย นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบว่า 29 โครงการที่ได้รับจากภาครัฐนั้นมีการกระทำผิดในเรื่องการเสนอราคาหรือไม่
ทั้งนี้ ดีเอสไอยังได้เริ่มตรวจสอบรายชื่อบุคคลที่ถือหุ้นในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ โดยเฉพาะการโอนหุ้นและความเกี่ยวข้องกับกิจการร่วมค้า ซึ่งเจ้าหน้าที่พบว่าไม่มีข้อมูลที่สมบูรณ์เกี่ยวกับการถือหุ้นในบริษัทเหล่านั้น และยังมีการตรวจสอบเอกสารที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดในโครงการก่อสร้างสตง. และการออกเอกสารปลอม
ในส่วนของการตรวจสอบบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 และการเชื่อมโยงกับกิจการอื่นๆ ดีเอสไอจะดำเนินการตรวจสอบไปในหลายทิศทาง รวมถึงการตรวจสอบการกระทำผิดทางเศรษฐกิจเช่น การฟอกเงิน หากพบการทุจริตในกระบวนการจัดหางานจะส่งต่อให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อไป
การตรวจสอบในคดีนี้ยังคงดำเนินต่อไป โดยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอจะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานที่จำเป็น เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนและให้ความยุติธรรมแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด.