เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เปิดเผยเหตุผลที่รับคดีการถล่มของอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ใหม่สูง 30 ชั้น ซึ่งเกิดจากแผ่นดินไหว เป็นคดีพิเศษ โดยมีการตรวจพบพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความผิดหลายประการที่อยู่ในอำนาจของดีเอสไอ ประกอบด้วย:
- ความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (นอมินี) – ซึ่งเกี่ยวข้องกับการที่บุคคลไทยมีสถานภาพไม่สอดคล้องกับการถือหุ้นในธุรกิจบริษัทใหญ่ๆ ข้อพิพาทนี้จะต้องตรวจสอบว่าเป็นการถือหุ้นแทนคนต่างด้าวหรือไม่ โดยพบว่าคนไทยในกรณีนี้มีหลักฐานการเซ็นสัญญากิจการร่วมค้าต่างๆ ที่คนต่างด้าวดูเหมือนจะมีอำนาจครอบงำกิจการ
- ความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 – ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบวัสดุก่อสร้าง เช่น เหล็ก ว่าได้มาตรฐานหรือไม่ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้เริ่มตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเหล็กบางยี่ห้อไม่ตรงสเปค
- ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (ฮั้วประมูล) – ซึ่งจะต้องตรวจสอบว่าเกิดการแข่งขันราคาอย่างไม่เป็นธรรมในโครงการก่อสร้างอาคารสตง. หรือไม่ โดยเบื้องต้นพบว่ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับการฮั้วประมูลในส่วนนี้
การรับคดีนอมินีเป็นคดีพิเศษในครั้งนี้ทำให้ดีเอสไอต้องดำเนินการตรวจสอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง ซึ่งการตรวจสอบพบว่าคนไทยที่ถือหุ้นในบริษัทเหล่านี้มีการเกี่ยวข้องกับหลายบริษัทในเครือ นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบเส้นทางการจดทะเบียนธุรกิจ และการประมูลโครงการภาครัฐว่าเข้าข่ายการฮั้วประมูลหรือไม่
พ.ต.ต.ยุทธนา ยังกล่าวว่า ดีเอสไอจะดำเนินการสอบสวนไปทีละเรื่อง โดยเริ่มต้นจากคดีนอมินี และต่อด้วยความผิดอื่นๆ เช่น ความผิดเกี่ยวกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและการฮั้วประมูล ตามลำดับ
นอกจากนี้ ยังมีการสอบสวนกรณี พนักงานสอบสวน สน.บางซื่อ ที่พบ 37 แฟ้มเอกสารที่ถูกลักลอบขนออกจากไซต์งาน หลังเกิดเหตุถล่ม ซึ่งต้องตรวจสอบต่อไปว่ามีความเกี่ยวข้องกับคดีนี้หรือไม่ รวมถึงการตรวจสอบวิศวกรที่ใช้วีซ่านักศึกษามาประกอบอาชีพในตำแหน่งวิศวกร
สำหรับกรณีที่บริษัทที่รับผิดชอบการก่อสร้างอาคาร สตง. มีความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีน พ.ต.ต.ยุทธนา ยืนยันว่าไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนินคดี เพราะดีเอสไอจะทำงานตามข้อเท็จจริงทั้งหมด หากพบว่ามีการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมาย โดยไม่มีข้อยกเว้น.
การสืบสวนขยายผลของคดีนี้ยังคงดำเนินการอยู่ โดยในวันที่ 3 เมษายน 2568 จะมีการประชุมคณะทำงานคดีพิเศษเพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป.